ทำคอนเทนต์ทดสอบดีมานด์โดยไม่อ้างสรรพคุณ ทำยังไง
หลักการเดียวคือทดสอบที่ตัวปัญหาและความอยากได้ของผู้ซื้อ ไม่ใช่ทดสอบที่ผลของสินค้า คอนเทนต์ที่พูดถึงสถานการณ์ที่ผู้ซื้อเจอ รูปแบบผลิตภัณฑ์ ราคา และเงื่อนไขการสั่งจอง วัดความต้องการซื้อได้ครบโดยไม่ต้องแตะขอบเขตที่กฎหมายโฆษณาควบคุมไว้ ส่วนคอนเทนต์ที่พูดถึงผลต่อร่างกายหรือต่ออาการ ต้องมีใบอนุญาตโฆษณาก่อนเสมอ ไม่ว่าสินค้าจะผลิตแล้วหรือยัง
ข้อจำกัดที่ทำให้คนทำแบรนด์อาหารเสริมอึดอัดที่สุดคือ พูดถึงสิ่งที่สินค้าทำได้ไม่ได้ แล้วจะทดสอบตลาดยังไง คำตอบคือสิ่งที่ต้องพิสูจน์ตั้งแต่แรกไม่ใช่ว่าสินค้าได้ผลไหม แต่คือมีคนอยากได้สินค้าแบบนี้ในราคานี้หรือเปล่า ซึ่งเป็นคนละคำถามและไม่ต้องใช้คำโฆษณาที่ควบคุมไว้เลยสักคำ
หลักการเดียวที่ต้องจำ
แบ่งสิ่งที่พูดได้ออกเป็นสองฝั่งให้ชัด ฝั่งแรกคือเรื่องของผู้ซื้อ ได้แก่ สถานการณ์ที่เขาอยู่ สิ่งที่เขาเคยลองมาแล้ว และสิ่งที่เขามองหา ฝั่งนี้พูดได้เต็มที่ ฝั่งที่สองคือเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่มีต่อร่างกาย ต่ออาการ หรือต่อรูปร่าง ฝั่งนี้ต้องมีใบอนุญาตโฆษณาก่อน และขอบเขตของสิ่งที่พูดได้ถูกกำหนดไว้ในใบอนุญาตนั้น
เส้นแบ่งนี้ไม่ได้ขึ้นกับว่าใส่ข้อความตัวเล็กกำกับไว้หรือไม่ การเติมข้อความปฏิเสธความรับผิดท้ายโพสต์ไม่ได้ทำให้ข้อความที่อยู่นอกขอบเขตกลายเป็นเรื่องที่พูดได้
หกมุมที่ใช้ทดสอบได้โดยไม่ต้องแตะสรรพคุณ
| มุมเนื้อหา | พูดถึงอะไร | วัดอะไรได้ |
|---|---|---|
| สถานการณ์ของผู้ซื้อ | ช่วงเวลาหรือกิจวัตรที่คนกลุ่มนี้กำลังมองหาตัวช่วย โดยไม่พูดว่าสินค้าทำอะไรให้ | ตรงกลุ่มหรือไม่ ดูจากคนที่ตอบว่าใช่เลย ตรงกับที่เจออยู่ |
| สิ่งที่เคยลองมาแล้ว | ชวนเล่าว่าเคยใช้อะไรมาก่อน ติดปัญหาอะไร เลิกใช้เพราะอะไร | คู่แข่งที่แท้จริงในสายตาผู้ซื้อ และเหตุผลที่เขาเปลี่ยน |
| รูปแบบผลิตภัณฑ์ | เม็ด แคปซูล ผง หรือแบบซอง ขนาดบรรจุ และความสะดวกในการพกพา | รูปแบบที่คนเลือกจริง ซึ่งเปลี่ยนการตัดสินใจสั่งผลิตได้ทั้งหมด |
| ราคาและแพ็กเกจ | ราคาต่อกล่อง ส่วนลดเมื่อซื้อหลายกล่อง และค่าส่ง | ช่วงราคาที่คนยอมรับ และจุดที่คนเริ่มถอย |
| เบื้องหลังการทำแบรนด์ | ขั้นตอนที่กำลังทำอยู่ ปัญหาที่เจอ และการตัดสินใจที่ต้องเลือก | จำนวนคนที่ติดตามต่อเนื่อง ซึ่งเป็นฐานของรอบเปิดจอง |
| เงื่อนไขการสั่งจอง | จำนวนจำกัด วันเปิดวันปิด กำหนดส่ง และเงื่อนไขคืนมัดจำ | ความตั้งใจซื้อจริง เพราะเป็นมุมที่ผู้อ่านต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง |
สิ่งที่ต้องเลี่ยง กับสิ่งที่พูดแทนได้
ตารางนี้เขียนเป็นหมวดหมู่ของข้ออ้าง ไม่ใช่ตัวอย่างประโยคจริง เพราะการพิมพ์ประโยคที่ผิดกฎไว้บนหน้าเว็บก็ยังเป็นการเผยแพร่ข้อความนั้นอยู่ดี
| ข้ออ้างที่ต้องเลี่ยง | พูดแทนด้วยอะไร |
|---|---|
| ข้ออ้างว่าผลิตภัณฑ์มีผลต่อโรคหรือต่ออาการเจ็บป่วย | เล่าสถานการณ์ที่ผู้ซื้อกำลังเจอ แล้วให้เขาเป็นคนบอกเองว่าตรงกับตัวเองไหม |
| ข้ออ้างเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือผิวพรรณ | พูดถึงกิจวัตรและเป้าหมายที่ผู้ซื้อตั้งไว้เอง โดยไม่ผูกกับผลของสินค้า |
| ข้ออ้างเรื่องระยะเวลาที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง | บอกกำหนดส่งของและระยะเวลาที่ใช้ต่อหนึ่งกล่อง ซึ่งเป็นข้อมูลสินค้า ไม่ใช่คำสัญญาผล |
| ข้ออ้างว่าปลอดภัยแบบเบ็ดเสร็จหรือไม่มีข้อควรระวัง | ระบุส่วนประกอบตามจริงและข้อควรระวังตามที่ฉลากกำหนด |
| ข้ออ้างว่ามีบุคลากรทางการแพทย์รับรอง | อธิบายที่มาของสูตรและมาตรฐานของสถานที่ผลิตเท่าที่มีเอกสารรองรับจริง |
| คำเปรียบเทียบขั้นสูงสุดทุกรูปแบบ | บอกว่าเหมาะกับใครและไม่เหมาะกับใคร ซึ่งช่วยการตัดสินใจได้มากกว่า |
ข้อสุดท้ายเป็นข้อที่คนมองข้ามบ่อยที่สุด การบอกว่าไม่เหมาะกับใครทำให้คนที่เหมาะรู้สึกว่าคุณกำลังพูดกับเขาจริงๆ และคัดคนที่จะไม่พอใจภายหลังออกไปตั้งแต่ต้น
วัดผลคอนเทนต์ทดสอบยังไงให้ใช้ตัดสินใจได้
ตัวเลขที่แพลตฟอร์มโชว์ให้ดูเป็นตัวเลขของคอนเทนต์ ไม่ใช่ตัวเลขของสินค้า ยอดวิวสูงบอกว่าเรื่องเล่านั้นน่าสนใจ ซึ่งไม่เหมือนกับการที่สินค้าน่าซื้อ สิ่งที่ต้องนับจริงคือจำนวนคนที่เดินจากคอนเทนต์ไปถึงหน้าสั่งจอง และจำนวนคนที่กรอกจนจบ
- ให้ทุกชิ้นมีทางไปต่อทางเดียวกัน เพื่อให้รู้ว่าคนมาจากไหน
- เทียบสัดส่วนคนที่กรอกจบต่อคนที่เข้าหน้า ไม่ใช่ต่อยอดวิว เพราะยอดวิวเปลี่ยนตามอัลกอริทึม
- แยกนับคอนเทนต์ที่พูดถึงราคาออกจากคอนเทนต์ที่ไม่พูดถึงราคา เพราะสองแบบนี้ดึงคนคนละกลุ่ม
- อย่าตัดสินจากชิ้นเดียว ชิ้นที่ผลดีผิดปกติมักเป็นเรื่องของจังหวะ ไม่ใช่ของข้อเสนอ
เช็กลิสต์ก่อนกดโพสต์
- อ่านทั้งชิ้นแล้วถามว่ามีประโยคไหนบอกว่าสินค้าทำอะไรกับร่างกายบ้างไหม ถ้ามี ให้ตัดหรือเปลี่ยนเป็นการเล่าสถานการณ์
- ตรวจว่ามีคำเปรียบเทียบขั้นสูงสุดหลุดมาไหม รวมทั้งในแคปชันและในภาพ
- ตรวจว่าข้อความในภาพและในคลิปผ่านเกณฑ์เดียวกับข้อความที่พิมพ์ เพราะข้อความในภาพก็คือโฆษณาเหมือนกัน
- ตรวจว่าเงื่อนไขการจองที่เขียนไว้ตรงกับสิ่งที่ทำได้จริง ทั้งกำหนดส่งและการคืนมัดจำ
- ถ้าไม่แน่ใจสักข้อ ให้ถือว่าไม่ผ่าน แล้วเขียนใหม่ ต้นทุนของการเขียนใหม่ต่ำกว่าต้นทุนของการถูกตรวจสอบมาก
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าลูกค้าเก่าเล่าประสบการณ์เอง เอามาลงได้ไหม
การนำคำพูดของผู้ใช้มาเผยแพร่ในสื่อของแบรนด์ ถือเป็นการโฆษณาของแบรนด์เช่นกัน ถ้าข้อความนั้นมีการกล่าวถึงผลต่อร่างกายหรือต่ออาการ ก็อยู่ในขอบเขตที่ต้องขออนุญาตเหมือนข้อความที่แบรนด์เขียนเอง สิ่งที่ปลอดภัยกว่าคือหยิบเฉพาะส่วนที่พูดถึงความสะดวก รูปแบบ หรือบริการ
ถ้าไม่พูดถึงผลของสินค้าเลย คนจะสนใจไหม
สนใจ ถ้าเนื้อหาพูดถึงสถานการณ์ของเขาได้ตรง คนไม่ได้ซื้อเพราะอ่านคำบรรยายสรรพคุณ แต่ซื้อเพราะรู้สึกว่าคนขายเข้าใจสิ่งที่เขากำลังเจอ ข้อจำกัดนี้บังคับให้เราต้องเข้าใจผู้ซื้อจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คอนเทนต์ดีอยู่แล้วไม่ว่าจะมีข้อจำกัดหรือไม่
ยิงโฆษณาแบบเสียเงินกับโพสต์ปกติ ใช้เกณฑ์เดียวกันไหม
ใช้เกณฑ์เดียวกันได้เป็นหลัก และในทางปฏิบัติโฆษณาแบบเสียเงินถูกตรวจง่ายกว่าเพราะมีร่องรอยการซื้อสื่อชัดเจน นอกจากนี้แพลตฟอร์มโฆษณาเองก็มีนโยบายของตัวเองเรื่องเนื้อหาสุขภาพ ซึ่งบางครั้งเข้มกว่าที่กฎหมายกำหนด
จะรู้ได้ยังไงว่าข้อความที่เขียนอยู่ในขอบเขตหรือยัง
วิธีที่ใช้ได้เร็วที่สุดคือถามว่าประโยคนี้บอกอะไรกับผู้อ่านเรื่องร่างกายของเขาหรือเปล่า ถ้าตอบว่าใช่แม้เพียงโดยนัย ให้ถือว่าอยู่นอกขอบเขตไว้ก่อน ส่วนการตัดสินขั้นสุดท้ายเป็นเรื่องที่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาหารดูเป็นรายกรณี เพราะขึ้นกับผลิตภัณฑ์และใบอนุญาตที่ถืออยู่
แหล่งอ้างอิง
อัปเดตล่าสุด 2026-08-23